อารยธรรมมนุษยชาตินั้นถูกสร้างขึ้นจากเรื่องโกหก และเป็นสาเหตุของการเกิดเทคโนโลยี, ประเทศ และ สงคราม

มนุษย์นั้นเกิดขึ้นมาพร้อมเรื่องเล่า เรื่องเล่าที่ถูกคนที่อยู่มาก่อนหน้าเราบอกต่อๆกันมา ณ มุมหนึ่งของโลก อาจจะมีเรื่องเล่าว่า มนุษย์เกิดขึ้นมาพร้อมกับวัตถุประสงค์บางอย่างจากใครบางคนที่เหนือกว่า ในขณะที่อีกมุมหนึ่งของโลก อาจจะมีเรื่องเล่าว่า มนุษย์นั้นเกิดมาเพราะความบังเอิญทางชีวภาพเท่านั้น

เช่นเดียวกัน วัฒนธรรมในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ก็ตลบอบอวลด้วยเรื่องเล่าของคนที่อยู่มาก่อนแล้วอีกเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการกิน ในบางพื้นที่อาจจะอาหารทะเล ในขณะที่บางพื้นที่อาจจะไม่กิน หรือวัฒนธรรมการจับคู่ บางพื้นที่ฝ่ายชายอาจจะต้องนำสินสอดให้ฝ่ายหญิง หรือบางพื้นที่ เป็นฝ่ายหญิงต้องให้ฝ่ายชาย ในขณะเดียวกัน ก็มีพื้นที่อื่นที่ไม่จำเป็นต้องมีใครให้สินสอดใครเลย

ทั้งหมดเกิดขึ้นจากเรื่องเล่าที่ถูกบอกต่อกันมา จนก่อเกิดเป็นวัฒนธรรม ประเพณีถิ่น เทคโนโลยี สังคม ประเทศ ไปจนถึงเรื่องร้ายแรงอย่าง สงคราม ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากสิ่งเดียวเท่านั้น คือ เรื่องเล่า

นี่คือการรีวิวสรุปหนังสือที่ผู้เขียนชอบที่สุด ที่หลายคนคงเคยอ่านมาแล้ว สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่านนั้น เนื้อหาในบทความนี้อาจจะมีการเปิดเผยเนื้อหาในหนังสือเล็กน้อย แต่ไม่ใช่สาระสำคัญ และที่สำคัญ ไม่เสียอรรถรสในการอ่านหนังสือต้นฉบับแน่นอน

ใช่ครับ หนังสือที่ว่าคือ

Sapiens, A Brief History of Humankind

จุดเริ่มต้นของมนุษย์

ทฤษฏีที่นักดาราศาสตร์ยอมรับกันได้ ณ ปัจจุบันนั้น คือจุดกำเนิดของสรรพสิ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 13,800 ล้านปีก่อน จากปฏิกิริยาทางฟิสิกส์ ทำให้มีการรวมตัวกันของอะตอมและโมเลกุล จนกระทั่งเมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน เอกภพจึงถือกำเนิดขึ้น

ต่อมา.. 3,800 ล้านปีก่อน สิ่งมีชีวิตก็ถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของชีววิทยา โดยเริ่มต้นจากโปรตีน และกลายเป็นสัตว์เซลล์เดียว ก่อนจะพัฒนาเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

จนกระทั่ง 6 ล้านปีก่อน มนุษย์ก็ถือกำเนิดขึ้น..

เราจะไม่พูดถึงเส้นทางการกำเนิดของจักรวาลอันยาวนาน เพราะนั่นคงเป็นตัวเลขที่จินตนาการยากจนเกินไป แต่คิดแค่ช่วงเวลาที่เราเชื่อว่า เป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์ ซึ่งเป็นเวลาแค่ 6 ล้านปีก่อนเท่านั้น นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า มนุษย์รู้จักเครื่องมือหินชนิดแรกเมื่อ 2.5 ล้านปีก่อน นั่นหมายความว่า มนุษย์ต้องใช้เวลาถึง 3.5 ล้านปี ในการเรียนรู้ว่า กระดูกสัตว์นั้นสามารถใช้เป็นเครื่องมือได้

ลองเทียบง่ายๆว่า ประเทศสหรัฐฯมีอายุ 200 กว่าปี ย้อนกลับไป 2,000 กว่าปี มีอารยธรรมจีนรุ่งเรือง ย้อนกลับไปอีกแค่พันกว่าปี เป็นอาณาจักรอียิปต์อันรุ่งเรือง อาณาจักรเปอร์เซีย อินเดีย ย้อนกลับไปมากกว่านั้น เราจะไม่พบว่ามีอาณาจักรใดที่มีความเจริญรุ่งเรืองหรือวิทยาการที่เป็นอารยธรรมมนุษย์แล้ว

ดังนั้นเมื่อเทียบกันแล้ว 5,000 ปีจาก 2,500,000 ปี มันเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก มากซะจนเราอาจจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ในช่วงอายุของเราเสียด้วยซ้ำ (อันที่จริงก็ไม่เห็นอยู่แล้ว ถ้าไม่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ไว้)

หากเราเอาประวัติศาสตร์ของการกำเนิดบรรพบุรุษร่วมของมนุษย์กับชิมเปญซีขึ้นเมื่อ 6 ล้านปีก่อน มากางเป็นถนนจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ เส้นทางที่สั้นที่สุดคือ 687 กิโลเมตร ถ้าเราตีความว่า 687 กิโลเมตรคือเส้นทางประวัติศาสตร์มนุษย์นับตั้งแต่มีบรรพบุรุษร่วมกับชิมเปญซีนั้น แปลว่า เราต้องขับรถไปถึง 686.5 กิโลเมตร อารยธรรมมนุษย์จึงจะถือกำเนิดขึ้น ก็คืออีก 500 เมตรจะถึงเชียงใหม่ ถึงจะเริ่มมีอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์นั่นแหละ

เราอาจจะรู้สึกเหมือนช่วงชีวิตเรายาว แต่เมื่อเทียบกับอายุของโลกและเอกภพแล้ว ช่วงชีวิตเรา.. ไม่สิ อารยธรรมมนุษย์เราเปรียบเสมือนไฟกระพริบแล้วดับไปเท่านั้นเอง

จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์

เซเปี้ยน หรือเรียกแบบเต็มๆ คือ โฮโมเซเปี้ยน คือ หนึ่งในสปีชีส์มนุษย์ที่ฉลาดที่สุด และมนุษย์ปัจจุบันอย่างพวกเรา ก็คือสปีชีส์โฮโมเซเปี้ยนนี่เอง สำหรับคนที่ไม่รู้ อาจจะมีคำถามเพิ่มว่า เอ๊ะ.. ที่บอกว่าเป็นหนึ่งในสปีชีส์มนุษย์.. แสดงว่ามีสปีชีส์อื่นด้วยเหรอ ใช่ครับ และนี่คือมนุษย์สปีชีส์อื่นๆที่เป็นญาติกับเรา

1.โฮโมอีเร็กตัส

โฮโมอีเร็กตัสนั้น เป็นมนุษย์สปีชีส์แรกที่รู้จักการใช้ไฟและทำเครื่องมือเป็นอาวุธสำหรับล่าสัตว์ พวกเขาอาศัยอยู่ทั่วทวีปเอเชียโบราณ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะพวกเขาจะรู้จักการใช้ไฟและเครื่องมือเป็นสปีชีส์แรก แต่พวกเขาก็ไม่ได้พัฒนาอุปกรณ์และเครื่องมือ หรือวิธีการใดๆไปมากกว่านั้น

2.โฮโมนีแอนเดอร์ธัลเลนซิส

เป็นมนุษย์สปีชีส์ที่มีจุดเด่นด้านพละกำลัง ร่างกายใหญ่โต และกลุ่มมนุษย์สปีชีส์โฮโมนีแอนเดอร์ธัลเลนซิสนี้ อาจจะเป็นที่มาของเรื่องเล่าเกี่ยวกับยักษ์บนโลกมนุษย์ซะด้วยซ้ำ (แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ตัวใหญ่เป็นยักษ์สูงหลายๆเมตร แต่พวกเขาก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยของมนุษย์ปัจจุบันนั่นแหละ) กลุ่มมนุษย์โฮโมนีแอนเดอร์ธัลส์นี้ สามารถทนสภาพอากาศหนาวได้ดีมาก

3.โฮโมลูซอนเอนซิส

มนุษย์สปีชีส์นี้มักจะอยู่ในแถบประเทศฟิลิปปินส์ โดยสปีชีส์นี้เพิ่งถูกค้นพบเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมานี่เอง จุดเด่นที่สำคัญคือ พวกเขาจะใช้ชีวิตอยู่ในป่าเขตร้อนชื้นได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ยังไม่พบหลักฐานใดๆที่แสดงให้เห็นว่า พวกเขามีการรวมกลุ่มหรืออยู่กันเป็นสังคมแต่อย่างใด

4.โฮโมเดนิโซวา

กลุ่มมนุษย์สปีชีส์นี้ จะอาศัยอยู่ในแถบไซบีเรีย หรือเอเชียตะวันออก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับมนุษย์สปีชีส์นี้มากนัก พวกเขาถูกค้นพบจากฟอสซิลนิ้วเพียงนิ้วเดียวเท่านั้นเอง

5.โฮโมฟลอเรไซเอนซิส

กลุ่มมนุษย์สปีชีส์นี้จะอยู่ในแถบอินโดนีเซีย ลักษณะเด่นที่สำคัญคือไม่สูงมาก สูงราว 1 เมตรเท่านั้น (100 ซม.) ซึ่งนักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อกันว่า กลุ่มมนุษย์โฮโมฟลอเรไซเอนซิสนี้ เป็นที่มาของตำนานคนแคระ หรือเผ่าดวอร์ฟในนิยายหลายๆเรื่องนั่นเอง

6.โฮโมเซเปี้ยนส์

และนี่คือพระเอกของเรา แน่นอน เพราะพวกเขาก็คือพวกเรานี่เอง มนุษย์สปีชีส์นี้ คือสปีชีส์เดียวที่เหลืออยู่จวบจนปัจจุบันนี้ จุดอ่อนของมนุษย์สปีชีส์นี้ คงเป็นเรื่องของร่างกายที่หากเทียบกับสปีชีส์อื่นๆ อาจจะสู้ด้านความแข็งแรงไม่ได้ แต่สิ่งเดียวที่ทำให้มนุษย์สปีชีส์นี้ยังเหลืออยู่จวบจนทุกวันนี้ นั่นคือสติปัญญานั่นเอง โฮโมเซเปี้ยนส์ เป็นมนุษย์สปีชีส์ที่ฉลาดในบรรดาสปีชีส์ทั้งหมด พวกเรารู้จักเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนานั่นเอง

ไม่มีใครรู้ว่า เกิดอะไรขึ้น ทำให้มนุษย์สปีชีส์อื่นๆนั้นไม่เหลืออยู่จวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ทำไมจึงเหลือแค่โฮโมเซเปี้ยนเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโฮโมเซเปี้ยนส์นั้นจะเป็นสปีชีส์ที่ฉลาดที่สุด แต่ก็อย่างที่บอกไปในตอนต้น เราต้องใช้เวลาไปเป็นล้านปี เพื่อพัฒนาจากการเป็นแค่มนุษย์ยุคหิน ให้กลายเป็นมนุษย์ยุคใหม่ที่มีอารยธรรม และแม้ว่าเราจะรู้จักการใช้เครื่องมือมาตั้งแต่อดีต แต่เครื่องมือที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ นั้นเรียกว่า ‘เรื่องเล่า’

เรื่องเล่า

ตระกูลของเรา, ความรักของเรา, บริษัทของเรา, ประเทศของเรา คุณลองนึกภาพดูสิว่า ทั้งหมดนั้นมีอะไรที่เกี่ยวข้องกัน? หากยังนึกไม่ออก ขอเฉลยเลยว่า สิ่งที่ทั้งหมดมีเหมือนๆกันคือ ‘เรื่องเล่า’ นั่นเอง

เรามักจะได้ยินญาติผู้ใหญ่ในตระกูลเราเล่าให้ฟังว่า ตระกูลของเรามาจากไหน ผ่านเกียรติประวัติอะไรมาในเหตุการณ์สำคัญๆ และนั่นทำให้เราภาคภูมิใจและดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ในส่วนของความรักก็เช่นกัน คู่รักมักจะมีเรื่องเล่าในแบบของตัวเองที่ทำให้อีกฝ่ายประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่องราวชีวิตส่วนตัวให้คนที่กำลังจีบกันฟัง เพื่อให้เขาเห็นพวกเขาเข้ากันได้ เช่น ฝ่ายหญิงมักจะชอบของแบรนด์เนม ฝ่ายชายก็อาจจะสร้างความประทับใจด้วยการเล่าให้ฟังว่าเขารู้จักของแบรนด์เนมดีแค่ไหน และเล่าให้ฟังว่า งานของเขาสามารถช่วยให้เขาซื้อของแบรนด์เนมให้เธอได้ หรือแม้กระทั่งกิจกรรม ความชอบต่างๆ ทั้งคู่ก็อาจจะเล่าเพื่อให้อีกฝ่ายประทับใจว่าชอบเหมือนๆกัน เป็นต้น

ในส่วนของบริษัท มันเป็นเรื่องเล่าที่ทำให้บริษัทนั้นมีตัวตนจริงๆ ในหนังสือ Sapiens, A Brief History of Humankind นั้นยกให้บริษัทเป็นสิ่งประดิษฐ์จากเรื่องเล่าที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ เพราะนั่นทำให้มนุษย์กล้าที่จะลองอะไรใหม่

ในหนังสือนั้นยกตัวอย่างว่า หากเราเป็นขุนนางชั้นสูงในยุคกลาง เราจะทำธุรกิจอะไรซักอย่างคงไม่ใช่เรื่องยาก แต่นั่นแหละ มันจะมีสักกี่คนกันเชียวที่จะเป็นขุนนางชั้นสูงในยุคนั้น ทำให้เกิดการผูกขาดทางธุรกิจ และการผูกขาดนั้นไม่ก่อให้เกิดการพัฒนา และลองนึกภาพดูว่า หากการดำเนินการธุรกิจเกิดขึ้นโดยชาวนาที่ไม่ได้ร่ำรวยและมีอำนาจทางสังคมในยุคนั้น และหากเกิดการขาดทุนหรือมีเรื่องราวอะไรขึ้นมา เจ้าเมืองจะลงโทษอะไรกับคนที่ทำธุรกิจคนนั้น

และบริษัทก็ได้ถือกำเนิดขึ้น มันคือเรื่องเล่าที่เล่าว่า บริษัทแห่งนี้มีตัวตน (ทั้งๆที่มันไม่มีตัวตน) มันคือเรื่องเล่าที่ทำให้ผู้คนยอมรับการมีตัวตนของบริษัท (อีกครั้ง : ทั้งๆที่มันไม่มีตัวตน) เป็นเหมือนบุคคลๆหนึ่ง ดังนั้น เมื่อบุคคลนี้ทำธุรกิจ และเกิดความผิดพลาด คนที่จะรับผิดคือบุคคลนั้น (บริษัทนั้น) ไม่ใช่เจ้าของบริษัท

ยกตัวอย่างเช่น หากชาวนาคนหนึ่งทำธุรกิจขายอาหาร แต่ขายไปขายมา ต้นทุนจม ขาดทุน สิ่งที่เกิดขึ้นคือชาวนาคนนั้นต้องขายที่นา เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ที่ขาดทุนไป แต่พอเป็นบริษัท บริษัทนั้นจะอยู่ในฐานะบุคคล หนี้ที่เกิดขึ้น คือหนี้ของบริษัทนั้น ไม่ใช่หนี้ของเจ้าของบริษัท ดังนั้น เมื่อบริษัทขาดทุน ต้องเป็นบริษัทที่ใช้หนี้ ไม่ใช่เจ้าของบริษัทใช้หนี้ ดังนั้น ในทางพฤตินัยแล้ว บริษัทก็จะสามารถชำระหนี้ได้ตามความสามารถที่มันมี แต่จะไม่กระทบต่อคนที่เป็นเจ้าของบริษัทมากนัก

ทำไมผู้เขียนหนังสือ Sapiens ถึงยกย่องว่า บริษัท คือสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญของมนุษยชาติ? ก็เพราะเมื่อมีคอนเซ็ปของบริษัทแบบนี้ ทำให้มนุษย์นั้นกล้าที่จะลงทุน กล้าที่จะทดลองอะไรใหม่ๆ กล้าที่จะล้มเหลว และเอาผลลัพธ์ของความล้มเหลวนั้นเป็นข้อมูลเพื่อพัฒนาสิ่งใหม่ และลดโอกาสที่จะล้มเหลวซ้ำ และนั่นเอง ทำให้เกิดบริษัทอย่าง Toyota, Apple, Facebook, Google, Tesla, Space X, Amazon และอื่นหลายพันหลายหมื่นบริษัทชั้นนำทั่วโลกนั่นเอง

นอกจากนี้ เรื่องเล่า ยังเป็นสิ่งที่หลอมรวมชีวิตมนุษย์เข้าด้วยกัน ประเทศที่เราอยู่ ก็อยู่ด้วยเรื่องเล่าที่เล่ากันว่า เราคือคนสัญชาติเดียวกัน เขตแดนของประเทศเรานั้น ก็เป็นเรื่องเล่าว่า เขตแดน(ที่มองไม่เห็น)นั้นอยู่ตรงนี้ และแน่นอน ถ้าเรื่องเล่าของคนละประเทศไม่ตรงกัน ก็เป็นที่มาของความขัดแย้งได้

เทคโนโลยี, วัฒนธรรม, สงคราม และความรัก

ภายในระยะเวลาแค่ 5,000 ปีที่อารยธรรมมนุษย์ถือกำเนิดขึ้น ที่จริงต้องเรียกว่า ภายในระยะเวลา 200 ปีที่ผ่านมามากกว่า วิทยาการเทคโนโลยีต่างๆของมนุษย์นั้นพัฒนาไปจนถึงจุดที่เรียกว่า เป็นขีดสุดทางนวัตกรรม เราไปเหยียบดวงจันทร์ที่มนุษย์ทั้งประวัติศาสตร์เคยได้แค่ดู เราติดต่อสื่อสารกับคนทั้งโลกได้ง่ายๆชนิดที่ว่า ไปเล่าให้มนุษย์โฮโมนีแอนเดอร์ธัลล์ฟังคงจะงงว่า พวกเขาสามารถมองเห็นหน้าโฮโมอีเร็กตัสในอีกทวีปหนึ่งได้แบบสดๆ

เราดำดิ่งถึงจุดที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร เรามองเห็นห้วงที่ลึกที่สุดของอวกาศ เราเข้าใจในศาสตร์ที่จินตนาการไม่ออกอย่างฟิสิกส์ เราคาดเดาได้ถึงการเกิดพายุ การเกิดฝน และแม้กระทั่งการเกิดคลื่นยักษ์ซึนามิ ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นเพราะเรื่องเล่าที่ถูกเล่าต่อๆกันมา และหลอมรวมจนกลายเป็นวิทยาการที่ล้ำค่าที่สุด

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ต้องยอมรับว่า เรื่องเล่านั้นก็ไม่ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ดี เพราะมันถูกใช้ในเรื่องแย่ๆเช่นเดียวกัน ดังที่เราจะเห็นเรื่องเล่าที่ถูกคนบางกลุ่มเล่าเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง จนทำให้เกิดวิกฤติต่างๆไปทั่วโลก

สรุป

ที่จริงแล้ว เนื้อหาของหนังสือ Sapiens, A Brief History of Humankind นั้นยังมีอีกเยอะมาก และมีอีกหลายแง่มุมให้สำรวจ ซึ่งแน่นอนว่า หนังสือเล่มนี้ก็เป็นอีกเรื่องเล่าหนึ่ง ที่ถูกสร้างสรรค์โดยโฮโมเซเปี้ยนส์คนหนึ่ง แต่ผู้เขียนเองก็เชื่อว่า เรื่องเล่านี้ มีคุณค่าพอให้ได้ศึกษาและได้อ่าน ใครสนใจอ่านเต็มๆ ไปหาซื้อเลยตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป ชื่อหนังสือคือ Sapiens, A Brief History of Humankind มีแปลไทยด้วยนะ

Total
33
Shares
Previous Post

คุณลุงชาวจีนอยู่ในสนามบินนานถึง 14 ปี เพราะต้องการอิสระจากครอบครัว

Next Post

นักวิจัยจีนกำลังพัฒนาหุ่นยนต์พี่เลี้ยงที่จะทำหน้าที่ดูแลเด็กที่อยู่ในมดลูกเทียม

Related Posts

ทาสแมวญี่ปุ่นไอเดียเก๋ เก็บขนน้องมาทำรองเท้าแมวจิ๋วสุดน่ารัก

ทาสแมวคงเข้าใจดีเลยแหละ เพราะไม่ว่าคุณจะทำความสะอาด จะดูดฝุ่น หรือจะกวาดถูเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่าขนแมวนั้นจะไม่เคยหายไปไหนเลย มันอยู่ทุกที่ในบ้าน บนเตียง บนโซฟา บนเก้าอี้ หรือแม้กระทั่งบนเสื้อผ้าของคุณ เรียกว่าตามหลอกหลอนไปทุกที่เลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าของแมวที่ญี่ปุ่นคนนี้ที่เจอปัญหาเดียวกับทาสแมวคนอื่นๆ กลับมีไอเดียสร้างสรรค์สุดบรรเจิดกว่านั้น ด้วยการเก็บรวบรวมขนแมวที่เธอเลี้ยงไว้แล้วเอามาทำเป็นรองเท้าแมวสุดน่ารักให้เจ้าเหมียวของเธอ โดยเจ้าเหมียวตัวนี้มีชื่อว่า Minira ซึ่งเจ้าของมันนั้นได้เปิดเผยวิธีการทำรองเท้าแมวที่ทำจากขนตัวมันเองแบบน่ารักๆ…
Read More

นักธรณีดาราศาสตร์พบแผ่นดินไหวขนาดใหญ่บนดาวอังคารในเขตเงามืด นาน 94 นาที

ดาวอังคารนั้นเป็นสถานที่ๆมนุษย์เราให้ความสนใจมากเป็นพิเศษรองมาจากดวงจัทร์ ด้วยความที่หากเทียบสภาพแล้ว มันเป็นดาวเคราะห์ที่ดูจะคล้ายโลกที่สุดในระบบสุริยะจักรวาลของเรา จนถึงขั้นทำให้มีหลายคนมองไปไกลถึงการตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร อย่างไรก็ตาม บนดาวอังคารนั้นยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม เพราะสภาพแวดล้อมต่างๆนั้นแตกต่างจากโลกมนุษย์โดยสิ้นเชิง ซึ่งหนึ่งในนั้น คือการเกิดแผ่นดินไหวบนดาวอังคาร บนดาวอังคารนั้น การเกิดแผ่นดินไหวจะไม่เหมือนกับบนพื้นโลก ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2019 นักวิทยาศาสตร์ได้ติดตามการเกิดแผ่นดินไหวบนดาวอังคารด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Seismometer ที่ถูกติดตั้งอยู่ในอุปกรณ์สำรวจที่ชื่อว่า InSight ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถตรวจจับตำแหน่งการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้ถึงสองจุด…
Read More

ดีไซน์เนอร์ชาวเกาหลีใต้ ออกแบบ ‘ตาที่สาม’ เพื่อช่วยให้สามารถเดินก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ได้อย่างสบายใจ

ถ้าหากเป็นในโดราเอม่อน เราคงจะได้เห็นฉากเปิดเป็นโนบิตะที่วิ่งร้องไห้มาฟ้องโดราเอม่อนว่า โดนพวกไจแอนท์แกล้งเพราะมัวแต่เล่นโทรศัพท์ เลยมองไม่เห็นทางข้างหน้า แล้วโดราเอม่อนก็คงจะหยิบของวิเศษชิ้นนี้ออกมาจากกระเป๋าพร้อมกับบอกว่า ของวิเศษนี้คือ ดวงตาที่ช่วยให้มองเห็นทางข้างหน้าได้ แม้ว่าเราจะหลับตาอยู่ตาม แต่แม้ว่าเป็นโลกแห่งความจริง ไม่มีโดราเอม่อน เราก็ยังโชคดีที่มีนักออกแบบอุปกรณ์เทคโนโลยี ที่ออกแบบ ‘ตาที่สาม’ สำหรับคนที่ติดเล่นโทรศัพท์ตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนเดินก็ก้มหน้ามองโทรศัพท์จนไม่ได้มองทางข้างหน้าก็ตาม โดยอุปกรณ์ชิ้นนี้ ถูกออกแบบโดย เปียง…
Read More