ทำไมอังกฤษต้องไปปล่อยนักโทษไกลถึงออสเตรเลียด้วยครับ

ออสเตรเลียหรือชื่อทางการคือ เครือรัฐออสเตรเลีย เป็นประเทศซึ่งประกอบด้วยแผ่นดินหลักของทวีปออสเตรเลีย

ถ้าพูดถึง “ออสเตรเลีย” ทุกคนจะนึกถึงอะไรกันบ้าง ? เมืองที่มีสัญลักษณ์เป็นจิงโจ้ ประเทศที่มีชื่อเดียวกันกับชื่อทวีป ความยิ่งใหญ่ของโรงอุปรากรที่ตั้งอยู่บริเวณปากอ่าวซิดนีย์อย่างโรงอุปรากรซิดนีย์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Sydney Opera House แต่ก่อนที่ออสเตรเลียจะมีภาพจำที่ดีเช่นนี้ เมื่อก่อนออสเตรเลียเป็นเพียงพื้นที่รกร้าง และอีกหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญของออสเตรเลียในยุคสมัยล่าอาณานิคมคือการเป็น “ทัณฑนิคม”

ออสเตรเลียหรือชื่อทางการคือ เครือรัฐออสเตรเลีย เป็นประเทศซึ่งประกอบด้วยแผ่นดินหลักของทวีปออสเตรเลีย เกาะแทสเมเนีย และเกาะอื่น ๆ ในมหาสมุทรอินเดีย แปซิฟิก และมหาสมุทรใต้ ออสเตรเลียเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับหกของโลกเมื่อนับพื้นที่ทั้งหมด

ออสเตรเลียมีคนอยู่มาก่อนนะ

ก่อนการค้นพบของชาวยุโรป ออสเตรเลียเป็นที่อยู่อาศัยของชาวออสเตรเลียพื้นเมืองที่อพยพมาจากหมู่เกาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อประมาณ 40,000 – 70,000 ปีที่แล้ว

โดยการค้นพบทวีปออสเตรเลียครั้งแรกสุดของชาวยุโรปนั้น ได้รับการบันทึกไว้ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1606 เมื่อชาวนักสำรวจชาวฮอลันดา ชื่อ วิลเลม แจนสซูน Willem Janszoon  ค.ศ.1571-1638 ทำแผนที่ชายฝั่งของแหลมเคปยอร์กและคาบสมุทรเพนินซูลา Cape York and Peninsula ของรัฐควีนสแลนด์ และจากการค้นพบครั้งนั้น ทำให้เริ่มมีการทำแผนที่ชายฝั่งตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย

ต่อมา ในปี ค.ศ. 1642 นักเดินเรือ ชาวฮอลันดา ชื่อ อเบล แทสมัน ได้เดินเรือจากมหาสมุทรอินเดียอ้อมไปทางใต้ของออสเตรลีย จนพบเกาะ ซึ่งเขาเรียกชื่อว่า เกาะแวนดีเมน Van Diemen’s Land ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเกาะแทสมาเนียเพื่อเป็นเกียรติแก่ อเบล แทสมัน และเรียกดินแดนที่ค้นพบนี้ว่า “นิวฮอลแลนด์” New Holland  แต่ขณะนั้นยังไม่มีความตั้งใจที่จะประกาศยึดครองดินแดนดังกล่าว ต่อมาในปีเดียวกัน นักสำรวจชาวสเปน ชื่อ หลุยส์ วาเอซ เดอ ทอเรส Luis Vaez de Torres ได้เดินเรือผ่านช่องแคบระหว่างออสเตรเลียและปาปัวนิวกินี  จึงเรียกบริเวณนี้ว่า “ช่องแคบทอเรส” นั่นเอง

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1770 ด้วยการนำของเจมส์ คุก ทำให้ออสเตรเลียต้องตกเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร โดยพื้นที่ได้รับชื่อใหม่ว่า นิวเซาท์เวลส์ และการที่ออสเตรเลียตกเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นทัณฑนิคมของอังกฤษ

อังกฤษต้องการระบายนักโทษ

สาเหตุที่รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจส่งนักโทษมาตั้งถิ่นฐานที่ออสเตรเลียเนื่องจากอังกฤษได้สูญเสียอาณานิคมในทวีปอเมริกาเหนือ และต้องการระบายนักโทษที่แออัดอยู่ในคุกของประเทศอังกฤษ โดยกัปตันอาเธอร์ฟิลลิป Arthur Philip เป็นผู้ควบคุมนักโทษกลุ่มแรกได้เดินทางมาถึงอ่าวซิดนีย์ ค.ศ. 1788  โดยผู้ตั้งถิ่นฐานยุคแรกส่วนใหญ่เป็นนักโทษและครอบครัวของทหาร

ต่อมาเริ่มมีการตั้งอาณานิคมแยกขึ้นมาอีกหลายแห่ง ได้แก่เซาท์ออสเตรเลีย วิกตอเรีย และควีนส์แลนด์ โดยแยกออกมาจากนิวเซาท์เวลส์ เซาท์ออสเตรเลียไม่เคยเป็นอาณานิคมนักโทษ ในขณะที่วิกตอเรียและ เวสเทิร์นออสเตรเลียยอมรับการขนส่งนักโทษภายหลัง เรือนักโทษลำสุดท้ายมาถึงนิวเซาท์เวลส์ในปี 1848 หลังจากการรณรงค์ยกเลิกโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน การขนส่งนักโทษยุติอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2396 ในนิวเซาท์เวลส์และแทสเมเนีย และปีค.ศ. 1868 ในเวสเทิร์นออสเตรเลีย

เหตุการณ์สำคัญที่สุด ที่ทำให้ออสเตรเลียมีประชากรเพิ่มขึ้น คือยุคตื่นทองในปีค.ศ.1800 ซึ่งช่วงนั้นมีทั้งชาวเอเชีย จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ ย้ายเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากการโตขึ้นของเศรษฐกิจจนเกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านขนสัตว์ ขุดทอง เพาะปลูก เหมืองแร่ ฯลฯ นั่นเอง

สรุป

จากทั้งหมดที่กล่าวมา พอจะสรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า การที่อังกฤษนำนักโทษมาปล่อยที่ออสเตรเลียนั้นเป็นเพราะจำนวนนักโทษในคุกที่อังกฤษมีจำนวนมากเกินกว่าทัณฑสถานจะรับไหวทำให้เกิดระบายนักโทษออกไปยังดินแดนอาณานิคม ซึ่งออสเตรเลียเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดนอกจากจะได้ลดจำนวนคนในทัณฑสถาน แล้วยังได้ใช้ประโยชน์จากแรงงานของนักโทษเหล่านั้นในการกรุยทางทำให้ออสเตรเลีย ดินแดนที่มีแต่ความรกร้างว่างเปล่าได้สิ่งปลูกสร้าง บ้านเรือนและระบบระเบียบมากขึ้น ทำให้ผู้คนจากแผ่นดินแม่ไม่ต้องเสียเวลาและลงแรงกับการแผ้วร้างถางพง เนื่องจากมีคนทำให้เรียบร้อยแล้ว มาแค่ตัวกับกระเป๋าหนึ่งใบก็สามารถมาอยู่ได้เลยแบบไม่ต้องคิดอะไรให้มากความ นับว่าเป็นวิธีอันชาญฉลาดของอังกฤษที่ทำเพียงอย่างเดียวแต่ได้ผลถึงสองอย่าง

Total
0
Shares
Related Posts

มนุษย์สามารถสร้างอุณหภูมิที่ร้อนกว่าดวงอาทิตย์ได้แล้วจริงหรือ?

เชื่อไหม ในจักรวาลแห่งนี้ไม่มีอะไรที่มนุษย์ผู้มีเซลล์สมองมากกว่า 84,000 เซลล์ หรือที่โดยปกติทั่วไปมีอยู่ 1 แสนล้านเซลล์ทำไม่ได้
Read More